| แม้จะมีข่าวให้เห็นอยู่เรื่อย ๆ แต่เหตุการณ์ที่พ่อแม่ผู้ปกครองลืมลูกหลานทิ้งไว้ในรถยนต์ก็ยังคงเกิดขึ้น ซึ่งหลาย ๆ กรณี เด็กอาจจะโชคดีรอดชีวิต เพราะได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที แต่ก็ยังมีอีกหลายกรณีที่เด็กโชคร้ายติดอยู่ภายในรถยนต์เป็นเวลานานจนหมดสติ ช็อก บางรายถึงขั้นเสียชีวิต | ||
| อย่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นล่าสุดเมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา กรณี ด.ญ.มนัสนันท์ ทองภู่ หรือ น้องเอย อายุ 3 ปี นักเรียนชั้นเตรียมอนุบาล 1 โรงเรียนอนุบาลอนงค์เวท จ.สมุทรปราการ ถูกทิ้งให้อยู่ภายในรถตู้ของโรงเรียนเป็นเวลานานกว่า 7 ชั่วโมง อันเกิดจากความประมาทของครูพี่เลี้ยง ทำให้อาการของน้องเอยเข้าขั้นโคม่า สมองบวม ก้านสมองไม่ตอบสนอง ซึ่งแพทย์ก็ลงความเห็นว่า โอกาสที่น้องเอยจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมมีน้อยมาก หลาย คนที่ได้ยินข่าวเด็กติดอยู่ในรถอาจจะคิดว่า ที่เด็กมีอาการโคม่าขนาดนี้เป็นเพราะขาดอากาศหายใจ เนื่องจากประตูหน้าต่างปิดสนิท แต่หากไปสอบถาม นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ หัวหน้าศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก โรงพยาบาลรามาธิบดี จะทราบว่า แท้จริงแล้วเด็กส่วนใหญ่ที่ติดอยู่ในรถไม่ได้เสียชีวิตเพราะขาดอากาศหายใจ แต่เป็นเพราะความร้อนภายในรถที่สูงขึ้นต่างหาก ทั้งนี้ นพ.อดิศักดิ์ อธิบายว่า หากเด็กเข้าไป อยู่ในรถที่จอดอยู่กลางแดดเพียงแค่ 5 นาที อุณหภูมิภายในรถก็จะสูงขึ้นจนไม่สามารถทนอยู่ได้แล้ว หากติดนานเกิน 10 นาที ร่างกายก็จะยิ่งแย่ และถ้าอยู่นานถึง 30 นาที ก็อาจเสียชีวิตได้ เพราะปกติร่างกายของคนเราจะรักษาอุณหภูมิไว้ที่ 37 องศาเซลเซียส แต่เมื่อติดอยู่ในรถที่มีความร้อน ร่างกายก็จะขับความร้อนออกมาในรูปของเหงื่อ หากอุณหภูมิภายในรถยิ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ ก็จะถึงจุดที่ ร่างกายทนไม่ไหว ทำให้กระบวนการขับความร้อนของร่างกายที่มาในรูปของเหงื่อหยุดทำงาน เมื่อกระบวนการขับความร้อนหยุดทำงาน เด็กจะเกิดภาวะเลือดเป็นกรด ช็อก หมดสติ สมองบวมตามมา จากนั้น อาจหยุดหายใจ และอวัยวะทุกอย่างก็จะหยุดทำงาน | ||
| คุณ หมอยังอธิบายต่อว่า การจะตรวจสอบว่าเด็กติดอยู่ในรถนานแล้วหรือไม่นั้น ให้ดูจากลักษณะร่างกาย หากเด็กติดอยู่ในรถยังไม่นาน เด็กจะมีสภาพตัวแดง ๆ อยู่ แต่ถ้าเด็กติดในรถเป็นเวลานานแล้วจะมีลักษณะตัวซีด เพราะเลือดเป็นกรด และอวัยวะหยุดทำงานแล้วนั่นเอง เมื่อเป็นเช่นนี้ พ่อแม่ผู้ปกครอง รวมทั้งคุณครูโรงเรียนที่ดูแลเด็กเล็ก ๆ ต้องระมัดระวังบุตรหลานให้มากขึ้น สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ "อย่าทิ้งเด็กไว้ในรถ" ไม่ว่าพ่อแม่ผู้ปกครองจะลงจากรถไปทำธุระเพียงแค่ช่วงเวลาสั้น ๆ ก็ไม่ควรปล่อยเด็กให้อยู่ในรถตามลำพังเด็ดขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อจอดรถอยู่กลางแจ้ง เพราะเด็กอาจจะเสียชีวิตจากความร้อนภายในรถที่เพิ่มสูงขึ้นได้ | ||
| อย่างไรก็ตาม หลาย คนอาจเข้าใจว่า ถ้าเปิดกระจกแง้ม ๆ ไว้เล็กน้อยก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่จริง ๆ แล้ว อย่าลืมว่า เด็กเสียชีวิตเพราะความร้อน ไม่ได้เสียชีวิตเพราะขาดอากาศหายใจ ดังนั้น แม้จะเปิดกระจกแง้ม ๆ ไว้ ก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก หรือแม้แต่จอดรถในที่ร่มก็ถือว่ามีความเสี่ยงที่เด็กจะเสียชีวิตได้เช่นกัน แต่อาจใช้เวลานานกว่าจอดรถกลางแจ้ง นอกจากนี้ แม้แต่การเปิดแอร์ทิ้งไว้แล้วในรถก็อาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ อย่างที่ปรากฏข่าวผู้ใหญ่เปิดแอร์นอนอยู่ในรถแล้วเสียชีวิตอยู่บ่อยครั้ง นั่นเพราะเมื่อจอดรถติดเครื่องยนต์ไว้ คนในรถจะสูดดมก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากท่อไอเสียเข้าไปโดยไม่รู้ตัว ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ เซื่องซึม สั่น กระตุก หากสูดดมก๊าซเข้าไปมาก ๆ อาจมีอาการหายใจติดขัด หมดสติโดยไม่รู้ตัว เพราะฮีโมลโกลบินจะน้อยกว่าปกติ ทำให้หัวใจเต้นผิดปกติ และกระทบต่อระบบประสาทส่วนกลางจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ทันที |
รับซื้อ - ขาย แลกเปลี่ยน จัดไฟแนนซ์ รถยนต์ ทุกชนิด 51/18 หมู่10 ถนนราชพฤกษ์ตัดจรัญ13 ภาษีเจริญ บางแวก กรุงเทพมหานคร 10160
วันพฤหัสบดีที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2556
อย่าทิ้งเด็กไว้ในรถ แค่ 30 นาทีก็ช็อกเสียชีวิตได้
สวัสดีวันศุกร์ แสนชุ่มฉ่ำ ^^
สวัสดีวันศุกร์ค่ะ ฝนตกชุ่มฉ่ำเลย ยังไงก็ขอให้มีความสุขกับวันศุกร์นะคะ^^ ใครที่ต้องขับรถ ก็ขับด้วยความระมัดระวังคะ
RATCHAPRUK AUTOSALE51/18 หมู่10 ถนนราชพฤกษ์ตัดจรัญ13 ภาษีเจริญ บางแวก กรุงเทพมหานคร 10160
RATCHAPRUK AUTOSALE51/18 หมู่10 ถนนราชพฤกษ์ตัดจรัญ13 ภาษีเจริญ บางแวก กรุงเทพมหานคร 10160
วันพุธที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2556
เช็ก “กระจกหน้าต่างไฟฟ้า“ ไม่ทำงานเกิดจากอะไร
กระจกหน้าต่างแบบไฟฟ้าจะต้องอาศ
เมื่อกล่าวถึงกระจกหน้าต่างแบบไ
ดังนั้น เมื่อต้องการให้ทำงาน อาจจะไม่ทำงานก็เป็นได้ เกิดจากสาเหตุอะไร ไม่มีใครรู้ถึงขั้นอารมณ์เสียก็
ส่วนสาเหตุส่วนใหญ่อาจมาจาก "ความชื้น" ที่เกิดขึ้นบริเวณประตูเวลาที่ล
***ฉะนั้นอย่าลืมหมั่นตรวจเช็กก
วันอังคารที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2556
“ไฟฉุกเฉิน“ ใช้ไม่เป็น ผิดกฎหมาย ทุกวันนี้ เราอาจไม่ทราบว่า ไฟฉุกเฉิน หรือ ไฟผ่าหมาก นั้น แท้จริงแล้วประโยชน์คืออะไร วันนี้ขอนำเสนอ ความเชื่อผิดๆของไฟฉุกเฉินที่เห็นกันจนชินตากันคะ ตาม พรบ.จราจร มาตรา 9 และกฎกระทรวงข้อ 11 กฎหมายกำหนดให้ใช้ไฟฉุกเฉิน เฉพาะกรณีรถเสียที่จอดอยู่กับที่เท่านั้น แต่ทุกวันนี้กลับพบผู้ใช้สัญญาณไฟฉุกเฉินกันผิดๆ ได้แก่ 1. การใช้ไฟฉุกเฉินเพื่อข้ามสี่แยก บริเวณสี่แยกนั้น หากเปิดไฟฉุกเฉิน รถทางซ้ายและขวา จะเห็นไฟกระพริบเพียงมุมใดมุมหนึ่งเท่านั้น ทำให้นึกว่าคุณกำลังจะเลี้ยว จึงมิได้ชะลอความเร็วลง ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ ข้อปฏิบัติที่ถูกต้อง ชะลอความเร็วก่อนถึงแยก มองซ้ายขวาให้รอบคอบ ไม่จำเป็นต้องเปิดสัญญาณ 2. ใช้ไฟฉุกเฉินเมื่อฝนตกหนัก เนื่องจากขณะเปิดไฟฉุกเฉิน ไฟเลี้ยวจะไม่ทำงาน ทำให้รถที่ตามมา หรือ คันข้างๆ ไม่ทราบว่าเรากำลังจะเลี้ยวหรือเปลี่ยนเลน ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ อีกทั้งยังเป็นการรบกวนสายตาผู้อื่น เกินความจำเป็นอีกด้วย นอกจากนั้น หากมีรถเสียขึ้นมาจริงๆ และรถคันอื่นใช้ไฟฉุกเฉินกันอย่างพร่ำเพรื่อ อาจทำให้คันที่ตามมาเข้าใจผิดว่า ข้างหน้ามีจราจรติดขัด ทำให้จอดตามๆกัน ข้อปฏิบัติที่ถูกต้อง 1.ใช้ความเร็วต่ำ และเปิดไฟหน้า 2.ไม่เปลี่ยนช่องทางหากไม่จำเป็น และไม่ขับรถชิดคันหน้าจนเกินไป 3.ไม่เปิดไฟสูง เพราะรบกวนสายตารถคันอื่นและตัวเองอีกด้วย 4.หมั่นตรวจเช็คอุปกรณ์ส่องสว่างให้ใช้งานได้ปกติ หากรถของคุณติดตั้งไฟตัดหมอกหน้าและหลัง ควรใช้งานเมื่อทัศนวิสัยแย่มากๆเท่านั้นนะคะ โดยสังเกตดูง่ายๆว่า หากคุณไม่สามารถมองเห็นไฟท้ายของรถคันหน้า หรือ ไฟหน้าของรถคันหลัง ในระยะ 50-100 เมตร ก็อาจเปิดไฟตัดหมอกได้ เพื่อให้รถคันอื่นเห็นคุณจากระยะไกลขึ้น และเมื่อทัศนะวิสัยดีขึ้น ควรปิดทันที เพื่อไม่ให้แยงสายตารถคันอื่นคะ เพียงเท่านี้ ก็จะช่วยให้ผู้ขับขี่ สามารถใช้ถนนร่วมกันอย่างปลอดภัยขึ้นแล้วล่ะค
สวัสดีค่ะ ขอต้อนรับเข้าสู่บล็อกของ RATCHAPRUK AUTOSALE
สนใจซื้อ-ขาย แลกเปลี่ยน จัดไฟแนนซ์ รถยนต์ ทุกชนิด สนใจติดต่อเข้ามาได้นะค่ะ
086-887-2222(โจ)
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)



