วันพฤหัสบดีที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2556

อ้วน ! ระวัง ไขมันคั่งในตับ โรคเงียบอันตรายถึงชีวิต

โรคของคนอ้วน ส่วนมากเราจะรู้จักกันแต่โรคเบาหวาน หัวใจ หลอดเลือด และความดันโลหิตสูง ขณะที่หลายคนคงยังไม่ทราบว่า คนที่มีลักษณะ อ้วนลงพุง ยังก่อให้เกิด “ภาวะไขมันคั่งในตับ” ได้โดยที่โรคนี้จะไม่แสดงอาการเตือนใด ๆ จนกระทั่งตับอักเสบและดำเนินโรคไปสู่ระยะตับแข็ง ตับวาย มะเร็งตับและเสียชีวิตในที่สุด

พญ.พนิดา ทองอุทัยศรี อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท ให้ความรู้ว่า ตับเป็นอวัยวะที่สำคัญมาก อวัยวะหนึ่งของร่างกายมีหน้าที่เป็นแหล่งสะสมพลังงาน กำจัดสารพิษ ช่วยสร้างน้ำดีและโปรตีนที่สำคัญ ๆ ของร่างกาย ช่วยย่อยไขมัน โดยธรรมชาติตับของเราจะมีสีน้ำตาลแดง หากตับมีภาวะความเสี่ยงที่มีไขมันสะสมจะเริ่มกลายเป็นสีขาว เนื่องจากมีไขมันคั่งอยู่ในตับ!

ชนิดของโรคไขมันสะสม ในตับแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ ผู้ที่มีไขมันพอกตับโดยไม่มีสาเหตุหรือที่เกี่ยวข้องกับภาวะที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด (Metabolic Syndrome) หรือมีภาวะดื้อต่ออินซูลิน ได้แก่ โรคอ้วน เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง เราเรียกไขมันสะสมในตับกลุ่มนี้ว่า “ไขมันคั่งในตับ” (Nonalco holic Fatty Liver Disease หรือ NAFLD) ส่วนกลุ่มที่สอง พวกที่มีสาเหตุหรือกลุ่มไขมันสะสมในตับจากสาเหตุ ต่าง ๆ ที่พบบ่อยคือ การดื่มสุรา รับประทานยา เช่น สเตียรอยด์, Amiodarone, Tamoxifen ฯลฯ ไวรัสตับอักเสบบีและซี โรคภูมิแพ้ การให้สารอาหารทางหลอดเลือด ภาวะที่ลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว ทางพันธุกรรมบางอย่างและการรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลและไขมันมาก ๆ

ผู้ที่มีความเสี่ยงเป็นไขมันคั่งในตับมักอยู่ในกลุ่มแรกมีเกณฑ์การวินิจฉัยคือ ต้องมีความผิดปกติอย่างน้อย 3 ใน 5 ข้อดังต่อไปนี้ ได้แก่ 1.อ้วนลงพุง 2.ระดับไขมันไตรกลี เซอไรด์ในเลือดมากกว่า 150 มก./ดล. 3.ระดับไขมันเอช-ดี-แอล (HDL) คอเลสเตอรอล ในผู้ชายน้อยกว่า 40 มก./ดล. และผู้หญิงน้อยกว่า 50 มก./ดล. 4.ความดันโลหิตมากกว่า 130/85 มม.ปรอท หรือทานยาลดความดันโลหิตอยู่และ 5.ระดับน้ำตาล ขณะอดอาหารมากกว่า 110 มก./ดล

อย่างไรก็ตามไขมันเกิดจากแหล่งสะสมทั่วร่างกาย 3 แหล่งใหญ่ ๆ ได้แก่ ไขมันใต้ผิวหนัง เช่นที่ตะโพก ต้นแขน และต้นขา ไขมันที่ล่องลอยอยู่ในหลอดเลือด ถ้ามีมากทำให้เกิดโรคไขมันในหลอดเลือดสูงและ โรคเมตาบอลิกอื่น ๆ และไขมันอยู่ในท้อง หรือเรียกว่า “โอเมนตัม” เป็นไขมันที่อันตรายมากกว่าไขมันที่อยู่ตามชั้นผิวหนังเพราะทำให้เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน ซึ่งอินซูลินเป็นฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่ตับอ่อนของเราสร้างออกมาเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในร่างกาย และควบคุมการเผาผลาญพลังงานหรือไขมันในร่างกาย คนที่มีภาวะดื้อต่ออินซูลิน คือมีฮอร์โมน อินซูลินออกมา แต่ร่างกายไม่ตอบสนอง ดังนั้นคนที่อ้วนลงพุงหรือมีไขมันสะสมที่หน้าท้อง มาก ๆ จะปล่อยสารบางอย่าง ออกมาทำให้ฮอร์โมนอินซูลิน ไม่ทำงานจึงมีความเสี่ยงเป็นเบาหวานมากกว่าคนอื่น

โดยปกติร่างกายเผาผลาญไขมันต่าง ๆ จากเนื้อเยื่อนอกตับสามารถผ่านเข้าไปในตับได้แต่ตับก็มีขบวนการป้องกัน ไม่ให้ไขมันสะสมแต่ต้องอาศัยฮอร์โมนอินซูลิน เมื่อไขมันเข้าไปเนื้อตับ บางส่วนตับจะส่งไขมันตัวนี้เข้าไปสลายให้เป็นพลังงานให้เราสามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ และไขมันส่วนที่เกินตับจะขับออกสู่กระแสเลือดได้ แต่ถ้าเมื่อใดมีภาวะดื้ออินซูลินขึ้นมาทำให้เนื้อเยื่อต่าง ๆ มีการสลายไขมันออกมามากขึ้น เมื่อไขมันในเลือดมีมากก็เข้าสู่ตับมากขึ้น ในระยะแรกคนไข้อาจจะไม่มีอาการใด ๆ แต่บางรายอาจมีอาการปวดแน่นชายโครงด้านขวาหรืออาจตรวจอัลตราซาวด์เจอว่าตับขาวผิดปกติ และตรวจเลือดก็อาจจะปกติ ทางการแพทย์เรียกว่า ไขมันสะสมอยู่เฉย ๆ แต่เวลาผ่านไปถ้าไขมันสะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ ตับจะมีการอักเสบขึ้นมา เพราะว่าไขมันตัวนี้จะปล่อยสารบางอย่างทำให้เกิดการอักเสบของตับ เมื่อเวลานานเข้าจะดำเนินโรคไปสู่โรคตับแข็งโดยที่เราไม่ต้องดื่มเหล้า หรือไม่ได้เป็นไวรัสตับ

ส่วนใหญ่ถ้ามีไขมันพอกที่ตับอย่างเดียวอาการจะคงที่ แต่ส่วนที่ยังคุมเบาหวานไม่ได้ ยังอ้วนอยู่หรือยังไม่ออกกำลังกาย และทานพวกอาหารหวานหรืออาหารมันอยู่ ก็จะเข้าสู่ระยะการอักเสบของตับ ซึ่งระยะนี้ถ้าเราไหวตัวทันประมาณ 65-75 เปอร์เซ็นต์จะรักษาได้ทันและอาจจะดีขึ้น แต่ถ้าไหวตัวไม่ทันประมาณ 9-20 เปอร์เซ็นต์ จะมีการดำเนินโรคไปเป็นตับแข็ง ทั้งนี้เมื่อเข้าสู่ระยะตับแข็งประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ อาจจะทำให้เกิดมะเร็งตับตามมาด้วย

พญ.พนิดา แนะนำถึงวิธีการรักษาและการป้องกันว่า ควรทำควบคู่ไปด้วยกัน การรักษา และการป้องกันวิธีที่ 1 คือ การควบคุมอาหาร วิธีที่ 2 คนที่เป็นโรคอ้วนหรือน้ำหนักเกิน ถ้าเราสามารถลดน้ำหนักได้ ก็จะดีขึ้นโดยการลดน้ำหนักที่ดีที่สุดคือ การคุมอาหารและการออกกำลังกาย แนะนำว่าให้ออกกำลังกายประมาณ 20-30 นาทีต่อวัน หรืออาทิตย์หนึ่งอย่างน้อยประมาณ 3-5 วันจะช่วยได้มาก

ในรายที่อ้วนหรือน้ำหนักเกินซึ่งคนที่อ้วนคือผู้ชายที่มีเส้นรอบเอวมากกว่า 36 นิ้วขึ้นไป ส่วนผู้หญิงมากกว่า 32 นิ้วขึ้นไป คนกลุ่มนี้นอกจากจะควบคุมปริมาณอาหารไม่ให้มากเกินไปและยังมีข้อจำกัดอีกว่าไม่ควรลดน้ำหนักเร็วเกินไป เพราะจะเป็นการสลายไขมันข้างนอกที่เร็วเกินไปอาจจะทำให้ไขมันข้างนอกยิ่งพลูเข้าตับมากขึ้น อาจทำให้เสียชีวิตได้ จึงควรลดไม่เกิน 1-2 กก. ต่อเดือน ทั้งนี้การกินอาหารที่ดีที่สุดคือรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ด้านกรรมวิธีการทำก็ไม่ควรผัดหรือทอดบ่อยเกินไปหันไปใช้วิธีต้ม แกง ปิ้ง นึ่ง ย่างแทน

ส่วนใครที่ยังไม่อ้วนอย่าเพิ่งชะล่าใจ เพราะการรับประทานอาหารที่ไม่ถูกต้อง เช่น ทานอาหารที่มีไขมัน แป้งหรือน้ำตาลมากเกินไป หรือการดำเนินชีวิตประจำวันแบบไม่ออกกำลังกายเลย ทราบหรือไม่ว่าคุณกำลังอยู่ในภาวะเสี่ยงเป็นไขมันคั่งในตับได้เช่นกัน.

SIDS คืออะไร ?

SIDS ย่อมาจาก Sudden Infant Death Syndrome เป็นอาการหมดลมหายใจอย่างเฉียบพลันโดยไม่ทราบสาเหตุ คำภาษาอังกฤษที่ชาวบ้านมักจะคุ้นหูมากกว่าคงจะเป็นคำว่า Cot Death ซึ่งมีที่มาจากการที่พ่อแม่มักจะเอาลูกวัยทารกที่แข็งแรงดีมาตลอด กินนมปกติ นอนไว้ในเตียงเด็ก (Cot) แล้วอยู่ๆก็เกิดเสียชีวิตกะทันหันโดยไม่รู้สาเหตุ ไปพบอีกทีพบว่าลูกเสียชีวิตขณะนอนหลับไปเสียแล้ว ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาของชื่อโรคไหลตายหรือโรค Cot Death ที่เราอาจจะคุ้นหูขึ้นมามากหน่อย ภาวะนี้มักเกิดกับเด็กเล็กที่มีอายุน้อยกว่า 1 ปี อายุเฉลี่ยที่พบบ่อยที่สุด คือ ช่วงอายุ 2-3 เดือน

ในอเมริกาภาวะนี้พบประมาณ 1.5 คน ต่อเด็ก 1000 คน ในเมืองไทยพบอุบัติการณ์ของภาวะภาวะนี้น้อยกว่า แต่มากน้อยเท่าไหร่ ไม่ทราบแน่เพราะไม่มีเก็บสถิติรายงานไว้ แต่คาดว่าน่าจะพบได้น้อยกว่า เนื่องจากสภาพสิ่งแวดล้อมและพันธุกรรมที่แตกต่างกัน

SIDS เกิดจากอะไร ?

มีการศึกษาชิ้นหนึ่งอธิบายว่า ภาวะไหลตายในเด็กอาจเกิดขึ้นจากการที่ระบบควบคุมการหายใจ ของเด็กทารกทำงานผิดปกติ ทำให้ลูกหยุดหายใจนานผิดปกติ หรือบางครั้งอาจมีอะไรมาอุดตันทางเดินหายใจของลูก ทำให้ลูกหายใจไม่ออกและไหลตายในที่สุด

แม้ว่าสาเหตุยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเกิดจากอะไร แต่ก็สามารถตอบได้ว่า จะพบได้บ่อยในเด็กที่นอนหลับในท่าคว่ำหน้า (Prone position) นอนบนเตียงที่มีความอ่อนนุ่ม (Soft surface) แม่อายุน้อย (มักน้อยกว่า 20 ปี) มีประวัติสูบบุหรี่ ดื่มสุรา หรือใช้สารเสพติดขณะตั้งครรภ์ และฝากครรภ์เมื่อท้องแก่ เด็กคลอดก่อนกำหนด น้ำหนักตัวน้อย มีคนใกล้ชิดสูบบุหรี่ การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ร้อนเกินไป เช่น การห่มหรือใส่เสื้อผ้าที่หนาเกิน ก็เป็นปัจจัยเสี่ยงหนึ่งที่ทำให้เกิดได้ และนอกจากนี้ภาวะนี้มักพบในเด็กเพศชายมากกว่าเด็กหญิงค่ะ

เลี่ยง...ไหลตายได้อย่างไร ?

ในอเมริกามีเด็กเกือบประมาณ 5,000 คน ทุก ๆ ปีจะเสียชีวิตด้วยภาวะดังกล่าว แต่จำนวนการเสียชิวิตในต่างประเทศก็ลดลงอย่างมากเกือบ 50 % ตั้งแต่ปี 1994 เป็นต้นมา เนื่องเพราะคำแนะนำที่ง่ายๆสำหรับพ่อแม่ จากการรณรงค์ของโครงการ Back to Sleep 

โครงการ Back to Sleep เป็นวิธีการแก้ไขที่ง่ายมาก นั่นคือ เพียงปรับหรือจัดท่านอนลูกเสียใหม่ให้เหมาะสมเท่านั้น จากเดิมที่พ่อแม่ส่วนใหญ่จะให้ลูกนอนคว่ำก็เปลี่ยนมาเป็นนอนหงาย หรือใช้หลังนอน ก็เท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการนอนตอนกลางวันหรือกลางคืน

พ่อแม่หลายคนคงมีคำถามในใจว่าจับลูกนอนหงายแล้วลูกจะไม่สำลัก แหวะนมหรืออาเจียนออกมาหรือ แต่ขอบอกให้คุณแม่สบายใจได้เลยค่ะว่าในเด็กที่มีสุขภาพแข็งแรงดี การนอนหงายไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอาเจียน หรือสำลักมากขึ้นเลย แต่ยกเว้นในเด็กบางกลุ่มค่ะที่มีสุขภาพไม่แข็งแรงหรือมีโรคประจำตัว เช่น เด็กที่เกิดมามีความพิการแต่กำเนิดของใบหน้า คอ มีภาวะหยุดหายใจ มีโรคหัวใจ โรคปอด มีปัญหาการหายใจ หรือมีภาวะกดไหลย้อนขึ้นมาในหลอดอาหาร แล้วทำให้หยุดหายใจ ดังนั้นเด็กที่มีปัญหาเหล่านี้ท่านอนที่เหมาะสมจะแตกต่างกันไปในแต่ละราย คำแนะนำที่เหมาะสม และรายละเอียดอาจจำเป็นต้องสอบถามกุมารแพทย์ ที่ดูแลลูกของคุณแม่เป็นราย ๆ ไปค่ะ

นอนหงายแล้วลูกจะไม่ศีรษะแบนหรือ ?

ปัญหานี้คิดว่าพ่อแม่หลายคนคงกังวลว่าจับลูกนอนหงายแล้วศีรษะลูกจะแบนไม่ทุยสวย ซึ่งก็พบเป็นปัญหาได้ค่ะ แต่ปัญหานี้แก้ไขไม่ยากโดยการจับลูกนอนเปลี่ยนท่าทางบ่อยๆ และเมื่อลูกตื่นเราก็สามารถจับนอนคว่ำหน้าได้ค่ะ เรียกว่า Tummy time และขอสนับสนุนให้ทำด้วย เพราะจะมีผลดีต่อลูก คือ เด็กสามารถออกกำลังกล้ามเนื้อคอไปในตัวเวลานอนคว่ำหน้า และยังช่วยป้องกันศีรษะผิดรูปได้ด้วยค่ะ

นอนตะแคงข้าง (Side Position) แทน ได้ไหม ?

การนอนตะแคงข้าง แม้ว่าจะไม่มีประสิทธิภาพป้องกันภาวะ SIDS เท่ากับท่านอนหงาย แต่ก็ดีกว่าการนอนคว่ำค่ะ ถ้าจะให้ลูกนอนตะแคงข้าง (Side Position) ต้องมั่นใจว่าแขนข้างที่ต่ำกว่าติดพื้นเหยียดกางออกมา เพื่อมั่นใจว่าเด็กจะไม่สามารถพลิกกกลับมาเป็นท่านอนคว่ำได้ แต่ถ้าเป็นไปได้นอนหงายย่อมดีกว่าค่ะ

คำแนะนำอื่นๆเพื่อป้องกันภาวะไหลตาย หรือ SIDS

โรคนี้ส่วนใหญ่จะคุกคามเด็กแบเบาะ ซึ่งเป็นวัยที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ดังนั้นทางที่ดีพ่อแม่ควรปฏิบัติตัวดังนี้นะคะ...

ลูกวัยต่ำกว่า 1 เดือนครึ่งไม่ควรนอนเตียงเดียวกับพ่อแม่ แต่ควรอยู่ใกล้กัน เพราะมีความเสี่ยงสูงที่คุณพ่อคุณแม่อาจเผอเรอไปนอนทับลูกได้ และอุณหภูมิความร้อนจากทั้งตัวพ่อและแม่อาจอบลูกรักให้ร้อนเกินไปด้วยค่ะ
เตียงนอนควรเป็นฟูกแข็งๆ เพราะเตียงนอนอ่อนนุ่มอาจมีร่องบุ๋ม ที่ลูกอาจพลิกไปติดในร่องจนหายใจไม่ออกได้ ขณะเดียวกันที่นอนกับเตียงนอนของลูกควรมีขนาดพอดีกัน ไม่เหลือช่องที่ศีรษะลูกจะเข้าไปติดค้างได้ ผ้าปูที่นอนก็ควรขึงให้ตึงแน่นหนา ไม่ขยับไปมาจนขึ้นมาปิดหน้าเด็กได้
งดดื่ม งดสูบอย่างหนัก เพราะควันบุหรี่ และการดื่มจัดๆ หรือกินยาที่ทำให้นอนหลับแบบไม่ได้สติ ทั้งหมดอาจทำให้เราเผลอไผลกลิ้งไปนอนทับลูกโดยไม่รู้สึกตัวได้

อุณหภูมิห้องนอนต้องเย็นสบาย โดยที่ใส่เสื้อนอนธรรมดาก็สามารถหลับได้สบาย ไม่หนาวเกินไป ไม่แนะนำให้ห่มผ้าหนาๆของผู้ใหญ่ให้ลูก
ไม่ควรใช้หมอนหรือผ้าห่ม บนเตียงลูกวัยต่ำกว่า 1 ขวบ เพราะหมอนนุ่มๆ หรือผ้าห่มอันอ่อนยวบอาจเป็นภัยร้ายคร่าชีวิตลูกเราได้ ในกรณีที่ลูกนอนพลิกไปติดอยู่ในก้อนผ้าห่มหรือหมอนนุ่มๆ ใบใหญ่
เลี่ยงตุ๊กตาตัวใหญ่ๆ ที่มีลักษณะอ่อนยวบ เพราะลูกอาจไปติดอยู่ในร่องบุ๋มของตุ๊กตาอันอ่อนนุ่มได้ค่ะ
ฉีดวัคซีนให้ลูกตามกำหนด เพื่อสร้างภูมิให้ลูกแข็งแรง
ควรหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ของแม่ระหว่างการตั้งครรภ์หรือหลังคลอด รวมทั้งการสัมผัสกับควันบุหรี่จากบุคคลอื่นในบ้านด้วย
ลูกควรกินนมแม่ (Breast feeding) เพราะนมแม่ช่วยลดอุบัติการณ์การติดเชื้อ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้เกิด SIDS
การใช้หัวนมหลอก (Pacifier) มีข้อมูลว่าการใช้หัวนมหลอกในเด็กอายุน้อยกว่า 1 ปี ทั้งเวลานอนกลางวันหรือกลางคืนช่วยลดโอกาสเด็กเสียชีวิตจาก SIDS ได้ค่ะ ในรายที่เด็กทารกกินนมแม่อาจใช้หัวนมหลอกเมื่อเด็กมีอายุมากกว่า 1 เดือนไปแล้ว ภายหลังจากที่เด็กคุ้นเคยกับนมแม่แล้ว
หลีกเลี่ยงการพาลูกไปบริเวณที่มีคนหนาแน่น ล้างมือก่อนเล่นกับลูกน้อย เพราะ SIDS มีความสัมพันธ์กับการติดเชื้อทางเดินหายใจ และทางเดินอาหารได้
ถ้าลูกมีอาการหายใจผิดปกติ ติดขัด หยุดหายใจเป็นช่วงๆ ควรปรึกษากุมารแพทย์ทันที

จะว่าไปแล้ว โรคไหลตายเป็นโรคที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม แต่ถ้ารู้วิธีหลีกเลี่ยงเสียอย่าง... ภัยร้ายนี้ก็ไม่สามารถมากร้ำกรายลูกน้อยของเราได้ค่ะ

วันจันทร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2556

เตือนผักดองมีวัตถุกันเสียเกินมาตรฐานเพียบ เจอมากใน หัวไชโป้-กาน่าไฉ่

กรมวิทย์เผยผลตรวจผักก่อนกินเจ พบ ผักสดปนเปื้อนยาฆ่าแมลง 83% ส่วนผักดองไม่พบสารกันราและสารบอแรกซ์ แต่เจอวัตถุกันเสียเกินค่ามาตรฐาน 73% พบมากในหัวไชโป้ กาน่าไฉ่ ส่วนอาหารเจทั่วไปไม่พบสารบอแรกซ์
นพ.อภิชัย มงคล อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า เทศกาลกินเจส่วนใหญ่จะเน้นผักสด ผักแห้ง และผักดอง ซึ่งอาจมีสารอันตรายตกค้างโดยเฉพาะสารบอแรกซ์หรือผงกรอบในผักดอง โดยปีนี้ กรมวิทย์ทำการเก็บตัวอย่างผักสดเพื่อตรวจสอบยาฆ่าแมลง 4 กลุ่ม คือ กลุ่มออร์กาโนคลอรีน ไพรีทรอยด์ ออร์กาโนฟอสเฟต และคาร์บาเมต ได้แก่ คะน้า หัวไชเท้า แครอท กวางตุ้ง จำนวน 6 ตัวอย่าง อาหารหมักดองเพื่อตรวจสอบสารกันรา สารบอแรกซ์และวัตถุกันเสีย ได้แก่ ผักกาดดอง กาน่าไฉ่ หัวไชโป้ว จำนวน 30 ตัวอย่าง และอาหารเจทั่วไปเพื่อตรวจสอบสารบอร์แรกซ์ ได้แก่ เส้นหมี่ซั่ว หมี่กึ่ง หมูเจ กุ้งเจ ปลาหมึกเจ ลูกชิ้นเจ จำนวน 10 ตัวอย่าง

นพ.อภิชัย กล่าวอีกว่า ผลการตรวจสอบ พบว่า ผักสด 6 ตัวอย่าง มียาฆ่าแมลง จำนวน 5 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 83.33 โดยพบในหัวไชเท้า และผักกวางตุ้ง อาหารหมักดอง จำนวน 30 ตัวอย่าง ไม่พบกรดซาลิซิลิค (สารกันรา) และสารบอแรกซ์ (ผงกรอบ) ทุกตัวอย่าง แต่ตรวจวัตถุกันเสีย (กรดเบนโซอิค) เกินมาตรฐานที่กำหนด จำนวน 22 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 73 ปริมาณที่พบอยู่ระหว่าง 1,034-5,995 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 281 (พ.ศ.2547) กำหนดให้มีได้ไม่เกิน 1,000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมโดยพบในผักกาดดอง และหัวไชโป้วมากที่สุด รองลงมาคือ กาน่าไฉ่ ส่วนอาหารเจทั่วไป จำนวน 10 ตัวอย่าง ไม่พบสารบอแรกซ์ (ผงกรอบ) ทุกตัวอย่าง

“ผู้บริโภคสามารถหลีกเลี่ยงหรือป้องกันสารอันตรายได้ โดยการเลือกกินผัก ผลไม้ตามฤดูกาล หรือผักพื้นบ้าน เลือกผักที่มีรูพรุนจากการเจาะของแมลงบ้าง กินผักใบมากกว่าผักหัว เพราะผักหัวจะสะสมสารพิษไว้มากกว่า ดังนั้น ควรนำมาล้างน้ำ ทำความสะอาดและปอกเปลือก (ในชนิดที่ทำได้) ก่อนนำมาปรุงอาหาร และเลือกซื้อจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เช่น ผักอนามัย ผักกางมุ้ง เป็นต้น สารกันรา เลือกกินอาหารที่สดใหม่ ไม่กินอาหารหมักดอง หรือเลือกซื้อ จากแหล่งผลิตที่เชื่อถือได้ ซึ่งได้รับการรับรองคุณภาพหรือมีเครื่องหมาย อย.ส่วนสารบอแรกซ์ หรือผงกรอบ ผู้บริโภคไม่ควรกินอาหารที่มีลักษณะกรอบเด้งหรืออยู่ได้นานผิดปกติ” อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าว

นางลัดดาวัลย์ โรจนพรรณทิพย์ ผู้อำนวยการสำนักคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร กรมวิทย์ กล่าวว่า ยาฆ่าแมลงหรือสารเคมีสำหรับกำจัดแมลงซึ่งเกษตรกรบางคนใช้ในปริมาณมากเกินไป จนทำให้อาจตกค้างมากับผัก หรือผลไม้สด อันตรายจากยาฆ่าแมลง เมื่อเรากินเข้าไปมากๆ ในครั้งเดียว จะเกิดพิษแบบเฉียบพลัน เช่น ทำให้กล้ามเนื้อสั่น กระสับกระส่าย ชักกระตุก และหมดสติ หายใจขัด และอาจหยุดหายใจได้ แต่พิษที่พบมากที่สุดคือ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน เกิดสะสมในร่างกาย ทำให้เกิดโรคมะเร็งได้ สารกันราหรือสารกันบูด เป็นกรดที่มีอันตรายต่อร่างกายมาก ซึ่งผู้ผลิตอาหารบางรายนำมาใส่เป็นสารกันเสียในอาหารแห้ง เพื่อป้องกันเชื้อราขึ้น

นางลัดดาวัลย์ กล่าวด้วยว่า อาหารที่มักพบว่ามีสารกันรา ได้แก่ น้ำผักดอง น้ำดองผลไม้ เป็นต้น พิษของสารกันรา เมื่อกินเข้าไปจะทำลายเซลล์ในร่างกายให้ตาย หากกินเข้าไปมากๆ จะทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหารและลำไส้ ทำให้เป็นแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ได้ ความดันโลหิตต่ำ จนช็อกได้ หรือในบางรายที่กินเข้าไปไม่มากแต่แพ้ จะทำให้เป็นผื่นคันขึ้นตามตัว อาเจียน หูอื้อ มีไข้ และสารบอแรกซ์หรือผงกรอบ มีลักษณะเป็นผงสีขาวมีชื่ออื่นๆ อีก เช่น น้ำประสานทอง สารข้าวตอก ผงกันบูด เพ่งแซ ผงเนื้อนิ่ม สารบอแรกซ์ เป็นสารที่ใช้ในอุตสาหกรรม เช่น ทำแก้ว เพื่อทำให้ทนความร้อน เป็นสารประสานในการเชื่อมทอง เป็นสารหยุดยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราในแป้งทาตัว เป็นต้น แต่แม่ค้ามักนำมาผสมในอาหาร เพื่อให้อาหารมีความหยุ่นกรอบ คงตัวได้นาน ไม่บูดเสียง่าย พิษของสารบอแรกซ์ เกิดได้สองกรณี คือ แบบเฉียบพลัน จะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน อุจจาระร่วง อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ หงุดหงิด ผิวหนังอักเสบ ผมร่วง และแบบเรื้อรัง จะมีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ผิวหนังแห้ง หน้าตาบวม เยื่อตาอักเสบ ตับไตอักเสบ

วิจัยน้ำมะพร้าวอ่อน ช่วยชะลออัลไซเมอร์

อาจารย์ มอ. วิจัยพบน้ำมะพร้าวอ่อน ช่วยชะลอโรคอัลไซเมอร์ในผู้หญิงวัยทองได้ แนะบริโภคสัปดาห์ละ 3 วัน ทดแทนฮอร์โมนสังเคราะห์ที่มีผลข้างเคียง จะช่วยลดความเสี่ยงเป็นโรคได้ 

หลังจากกำหนดนโยบายเป็นมหาวิทยาลัยเน้นวิจัย (Research-Oriented University) อาจารย์นักวิจัยของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า มอ. ก็ผลิตผลงานการวิจัยออกมาอย่างมากมาย


และหนึ่งในงานวิจัยที่น่าสนใจ คือ "น้ำมะพร้าวชะลอโรคอัลไซเมอร์ในกลุ่มผู้หญิง" ผลงานของ ดร.นิซาอูดะห์ ระเด่นอาหมัด อาจารย์จากคณะวิทยาศาสตร์ มอ.

ดร.นิซาอูดะห์ บอกถึงที่มาของานวิจัยชิ้นนี้ว่า เกิดจากในแต่ละปีมีผู้หญิงที่เข้าสู่วัยทองจำนวนมาก บุคคลเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับฮอร์โมนทดแทน แต่หากได้รับเกิน 5 ปี ก็มีผลข้างเคียงอื่นๆตามมา เช่นมะเร็งต่างๆ นอกจากนี้ในสตรีวัยทองที่ได้รับฮอร์โมนลดลง ก็พบอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคอัลไซเมอร์ จึงได้มีแนวความคิดที่จะหาสารหรือพืชทดแทนจากธรรมชาติมาทดแทนการใช้ฮอร์โมนสังเคราะห์

ที่ผ่านได้มีนักวิจัยได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับฮอร์โมนทดแทน พบว่าในผลิตภัณฑ์ถั่วเหลือง และผลิตภัณฑ์จากกวาวเครือขาวเป็นพืชมีฮอร์โมนเอสโตรเจนสูง อย่างไรก็ตามจากการวิจัยก็พบว่า นอกจากพืชทั้งสองตัวแล้ว ในน้ำมะพร้าวอ่อนก็มีฮอร์โมนเอสโตเจนสูงเช่นกัน และมีส่วนช่วยลดพยาธิสภาพของโรคอัลไซเมอร์ด้วย

จากการทดลองโดยใช้หนูขาวเพศเมียที่ถูกตัดรังไข่ออกทั้งสองข้างเป็นแบบจำลองสตรีวัยทอง และให้ได้รับน้ำมะพร้าวเป็นเวลา 5 สัปดาห์ ผลออกมาพบว่าหนูมีพยาธิสภาพของโรคอัลไซเมอร์น้อยกว่าหนูกลุ่มที่ไม่ได้รับน้ำมะพร้าว

ดร.นิซาอูดะห์ บอกอีกว่าในสตรีวัยทองหากบริโภคมะพร้าวอ่อนสัปดาห์ละ 3 ครั้งๆละ 1 ลูก จะช่วยลดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคอัลไซเมอร์ได้

สำหรับอีก 2 โครงการผลงานนักวิจัยมอ.ที่น่าสนใจก็คือ โครงการบะหมี่สำเร็จรูปเพื่อใช้ในการลดน้ำหนัก (Pectin Instant Noodles) และ กาแฟผสมดอกหญ้าช่วยเลิกบุหรี่ ผลงานวิจัยของ ผศ.ดร.สมฤทัย จิตภักดีบดินทร์ อาจารย์จากภาควิชาเทคโนโลยีเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มอ.

ผศ.ดร.สมฤทัย บอกว่า เนื่องจากในพื้นที่ภาคใต้มีการใช้มะนาวประกอบอาหารกันมาก จึงคิดที่จะนำเปลือกมะนาวเหลือทิ้งมาใช้ประโยชน์ จากข้อมูลพบว่าเปลือกมะนาวมีสารเปคติน ซึ่งเป็นโพลีแซคคาไรด์ ที่มีประโยชน์ในการช่วยระบายและดูดซับไขมัน ลดคลอเลสเตอรอลได้ จึงได้นำเปลือกมะนาวมาสกัดสารเปคติน และนำมาผสมกับมะหมี่ด้วยสูตรที่คิดขึ้นให้เหมาะกับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก ใช้เวลาในการวิจัยเกือบ 2 ปี จนสำเร็จออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ มี 2 รสชาติ คือ รสต้มขมิ้นเจ และรสแกงส้มเจ ขณะนี้เริ่มนำงานวิจัยชิ้นนี้มาผลิตเชิงพาณิชย์แล้ว

สำหรับผลงานวิจัยกาแฟช่วยเลิกบุหรี่นั้น เป็นงานวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากจังหวัดกะบี่ โดยนำเอาดอกหญ้าขาวที่เป็นพืชที่มีอยู่ทั่วประเทศ และมีคุณสมบัติลดอาการอยากบุหรี่ มาเป็นส่วนผสมเพื่อนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์กาแฟถุง ใช้กับผู้ที่ต้องการลดและเลิกการสูบบุหรี่

โดยในการทดสอบประสิทธิภาพได้นำอาสาสมัครที่ติดบุหรี่จำนวน 20 คน ดื่มผลิตภัณฑ์กาแฟที่ได้วิจัยขึ้นมาติดต่อกันเป็นเวลา 1 เดือน ผลปรากฏว่า อาสาสมัคร 2 คนสามารถเลิกบุหรี่ได้ในเวลา 1 เดือน และอีก 18 คน สามารถลดการสูบบุหรี่ลงเหลือเพียง 4 มวนต่อวัน จากเดิมที่สูบวันละ 1-2 ซอง อย่างไรก็ตามในขณะนี้กำลังพัฒนาให้กาแฟมีรสชาติที่ดีขึ้น รวมถึงพัฒนาทำเป็นกาแฟสำเร็จรูป 3 in 1 เพื่อสะดวกในการบริโภค สำหรับการผลิตเพื่อเชิงพาณิชย์ ขณะนี้อยู่ในช่วงขออนุญาตจากทาง อย. อยู่

นอกจากผลงานวิจัยดังกล่าวมาแล้ว ทาง มอ. ยังมีงานวิจัยใจที่น่าสนใจอีกมากมาย อาทิ น้ำสมุนไพรเพื่อสุขภาพช่วยลดความดัน ครีมทาหน้าขาวจากยางพารา หรืองานวิจัยเกี่ยวกับพลังงานทดแทนเช่น โรงงานต้นแบบการผลิตไบโอดีเซล

อย่างไรก็ตามตลอด 40 ปีที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ถือเป็นสถาบันการศึกษาที่ได้เผยแพร่ความรู้ทางด้านวิชาการอย่างต่อเนื่อง มีการผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพ และพร้อมที่ก้าวเข้าสู่ความเป็นมหาวิทยาลัยแห่งการวิจัยอย่างเต็มที่

วันศุกร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ให้ลูกกินยาแก้แพ้ไปนานๆ จะมีอันตรายไหม

คุณแม่น้องเคน ไปหมอมาละ ด้วยอาการที่น้องเคนตื่นตอนเช้าๆและหลังอาบน้ำเสร็จใหม่ๆ จะมีอาการน้ำมูกไหลและจาม แต่พอไปโรงเรียนก้อปกติดีนี่นา คุณหมอใจดีได้ตรวจและวินิจฉัยว่าเป็นอาการของโรคภูมิแพ้อากาศน่านเอง จึงให้ยาแก้ภูมิแพ้มากิน ก้ออาการดีขึ้น แต่กังวลอยู่ข้อเดียว ให้ลูกเคนกินยาแก้แพ้ไปนานๆ กินต่อไปเรื่อยๆ จะมีผลดีต่อลูกหรือไม่ อย่างไรคะ?

จะสังเกตได้อย่างไรว่าล
ูกเป็นโรคภูมิแพ้

คุณแม่หลายคนเช่นเดียวกับคุณแม่น้องเคน คงเคยได้ยินว่าเด็กสมัยนี้เป็นโรคภูมิแพ้กันเย้อะมาก และ เอ๊ะ!! เริ่มสงสัยแล้วใช่ไหมว่าลูกของเราจะเป็นโรคภูมิแพ้ด้วยหรือไม่? คงต้องเริ่มจากมาทำความรู้จักกับโรคภูมิแพ้ในเด็กกันก่อนนะครับ เริ่มตั้งแต่อายุไม่กี่เดือน เด็กอาจจะเริ่มต้นแสดงอาการแพ้นมวัว เมื่อเริ่มกินอาจเกิดมีอาการปากบวม หรือมีผื่นแบบรุนแรง มีอาการหอบเหนื่อย หรืออาเจียน ท้องเสีย แสดงว่าลูกเรากำลังแพ้นมวัวครับ

หรืออาการทางผิวหนังที่จะเกิดเป็นผื่นแดงคัน ขึ้นบนแก้ม ลำคอ แขน ขา เหมือนๆกันทั้ง 2 ข้างของร่างกาย มักจะเริ่มเป็นตั้งแต่เด็กอายุ 3-4 เดือน เวลาที่ผื่นลุกลามรุนแรงขึ้น จะมีสีแดงจัดและมีน้ำเหลืองเยิ้ม เป็นอาการชัดที่บอกว่าลูกรักของเรากำลังเสี่ยงเป็นโรคภูมิแพ้ทางผิวหนังเมื่อเกิดการสัมผัสครับ 

สุดท้ายอาการโรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจอย่างน้องเคนนี่หล่ะครับ หรือบางทีเราก้อเรียกกันว่าโรคแพ้อากาศ โดยเด็กๆ จะมีอาการเหมือนเป็นหวัด แต่จะเป็นบ่อยมากเกือบทุกเดือน หรือมีอาการนานเกินกว่า 10 วัน อาการที่เด่นชัดเช่นอาการคันจมูก ชอบขยี้จมูก จามหลายครั้งติดกันตอนเช้า หรืออาจมีอาการคันตา ชอบขยี้ตาร่วมด้วย คุณแม่ต้องหมั่นใส่ใจในการสังเกตุนะครับ เพราะถ้าเราไม่ทราบน้องน้อยแพ้อากาศ 
เป็นระยะเวลานานๆ จะกระตุ้นให้ต่อมทอนซิลและดีนอยด์ในช่องคอโตเกิดการหายในลำบาก หายใจมีเสียงดัง นอนกรน นอนหลับไม่สนิท หยุดหายใจ เกิดผลกระทบต่อหัวใจและปอดในระยะยาว บางรายมีไซนัสอักเสบเรื้อรังตามมาก้อมี ที่น่าห่วงสุดๆก้อคืออาจจะมีอาการของโรคหอบหืด จะมีอาการหอบ เหนื่อย หายใจลำบาก หายใจมีเสียงหวีด มีรอยบุ๋มตรงคอหรือชายโครงเวลาที่หายใจ 

ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ต้องหมั่นสังเกตุว่าลูกเป็นโรคภูมิแพ้หรือไม่ให้ดูจากอาการทั้งหลายดังกล่าวมาแล้ว ถ้าเกิดบ่อยๆ หากมีอาการเหล่านี้ควรไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้องต่อไปครับ

โรคภูมิแพ้ของลูกรักษาอย่างๆไร?

เมื่อเกิดอาการแพ้ สิ่งสำคัญที่ต้องทำเป็นอันดับแรกๆเลยคือ ต้องสังเกตว่าสิ่งใดที่ทำให้แพ้ และหลีกเลี่ยงเมื่อต้องเจอตัวการที่ทำให้แพ้ แค่นี้เองครับ คุณแม่หลายคนมักจะเริ่มต้นโดยการไปซื้อยากินเองหรือเปลี่ยนหมอเปลี่ยนยาไปเรื่อยๆ แล้วก้อมาบ่นว่าไม่หายเสียที ร่างกายของน้องน้อยก้อต้องเหนื่อยเวลามีอาการแพ้ แล้วก้อต้องมากินยาในกลุ่มเดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมา โดยไม่เริ่มต้นที่จุดที่ได้ผลการรักษาที่ดีที่สุดเสียก่อน การรักษาโรคภูมิแพ้ที่ดีที่สุดคือต้องพยายามหาสาเหตุและหลีกเลี่ยงสาเหตุนั้นครับ

ตามมาหลังจากรู้สาเหตุแล้วก้อคือการบำบัดตามอาการที่เกิดให้ลดลงครับ โดยการเลือกใช้ยาแก้แพ้อย่างถูกต้อง หมั่นให้ลูกออกกำลังกาย อย่าไปติดเล่นเกมส์มากนัก เลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ และหมั่นปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเมื่อต้องการใช้ยา

ยาแก้โรคภูมิแพ้ ใช้อย่างไร จึงจะได้ผลและปลอดภัยกับลูกรัก

อาการที่คุณแม่น้องเคนเล่ามา คล้ายกับอาการของโรคภูมิแพ้ที่ทำให้อาการจามในตอนเช้า หรือเวลาอากาศเปลี่ยนหนาวเย็นหรือครึ้มฟ้าครึ้มฝน หรืออาจจะหายใจเสียงดังในจมูกหรือลำคอ บางรายก็มีน้ำมูกไหลหรือไอร่วมด้วยก็ได้ เนื่องจากในแต่ละวันที่ต้องพบอากาศที่แปรเปลี่ยน โดยส่วนใหญ่แพทย์และเภสัชกรจะแนะนำให้ใช้ยาแก้แพ้เพื่อรักษาหรือบรรเทาอาการด้วยตัวคุณพ่อคุณแม่เองในกรณีที่มีการแพ้แบบไม่รุนแรง

ยาแก้แพ้เป็นยาอีกกลุ่มหนึ่งที่มีอัตราการใช้สูงมาก แม้ยาในกลุ่มนี้จะจัดอยู่ในกลุ่มยาที่ค่อนข้างปลอดภัย แต่เภสัชกรมีคำแนะนำ ที่คุณแม่ต้องรู้เพื่อให้ใช้ยาได้ผลและปลอดภัย 

1. รู้จักยาแก้แพ้แล้วหรือยัง ที่ให้ลูกกินอยู่ทุกวันนั่นแหละ 

ยาแก้แพ้ ในปัจจุบันนี้ แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ตามผลข้างเคียง ได้แก่ ชนิดที่ทำให้ง่วง (ยาแก้แพ้รุ่นเดิม) และชนิดที่ไม่ทำให้ง่วงนอน (ยาแก้แพ้รุ่นใหม่) เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิแพ้ไม่รุนแรง โดยที่โรคภูมิแพ้ส่วนใหญ่เกิดอาการได้ในหลายที่ อาทิ โพรงจมูก ตา หรือผิวหนัง ซึ่งจะมีอาการ เช่น แพ้อากาศ จาม คัดจมูก น้ำมูกไหล แพ้เกสร ไรฝุ่น ขนสัตว์ เชื้อรา ลมพิษ เคืองตา เป็นต้น

2. หลักการใช้ยาแก้โรคภูมิแพ้

•สังเกตุเด็กว่าแพ้อะไร และต้องใช้ยาก่อนสัมผัสกับสิ่งที่ทำให้แพ้ และใช้อย่างต่อเนื่องตลอดเวลาที่ต้องพบกับสารที่ก่อภูมิแพ้ เหตุผลก้อ เพราะว่ายาแก้แพ้จะใช้ได้ผลดีกับการป้องกันมากกว่าการระงับอาการแพ้ที่มีอาการไปแล้วครับ
•ถามเภสัชกรเลยว่า ขนาดยาที่เหมาะกับอาการของลูกเราควรเป็นเท่าใด อย่าได้เกรงใจเภสัชกรแล้วไปแอบอ่านเอาเอง ควรเริ่มใช้ยาจากขนาดต่ำก่อน แล้วค่อยปรับขนาดขึ้น จนได้ผลที่น่าพอใจ แต่ต้องระวัง เรื่องผลข้างเคียงด้วย
•หากยาตัวเดิม ใช้ไประยะหนึ่งแล้ว ร่างกายเกิดอาการชินต่อยาแก้แพ้ตัวนั้น แพทย์อาจแนะนำให้ เปลี่ยนชนิดของยาแก้แพ้ชนิดเดิมไปเป็นชนิดใหม่ภายในระยะเวลา 1-2 เดือน ส่วนใหญ่จะทำให้กลับมาใช้ยาชนิดเดิมได้อีก
•ในเด็กทารกบางคนอาจมีความไวต่อการตอบสนองต่อยานี้มาก อาจเกิดผลกระตุ้นประสาท ทำให้เกิดอาการตื่นเต้น กระวนกระวาย ร้องโยเย หรือรุนแรงถึงขั้นชักได้ ควรเพิ่มความระวังในการใช้เป็นพิเศษ

3.รู้จักข้อควรระวังของยาแก้แพ้

ยาแก้แพ้มีหลายกลุ่ม เราสามารถเลือกใช้ได้ตามประสิทธิภาพการบำบัดอาการ แต่ก้อต้องใส่ใจเรื่อง ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ แยกได้ตามกลุ่มของยาแก้แพ้ครับ

3.1 ยาแก้แพ้รุ่นเดิม มักมีผลข้างเคียงทำให้เด็กๆ เกิดอาการปากแห้ง จมูกแห้งมากเกินไป ปัสสาวะลำบาก ที่สำคัญมักทำให้ง่วงนอนมากขึ้น เด็กๆอาจจะซึมลงก้อได้ ถ้าอยู่ในบ้านก้อควรระวัง ถ้าไปโรงเรียนหากให้ยาต่อเนื่องก้อควรบอกคุณครูผู้ดูแลให้ทราบด้วย เพราะอาจทำให้เด็กง่วงจนเรียนไม่รู้เรื่อง หรือระหว่างเล่นกันอาจเกิดอุบัติเหตุจากอาการง่วงซึมได้

แต่ฤทธิ์ที่ทำให้ง่วงนี้ ก้อมีประโยชน์นะครับ จะช่วยให้เด็กเล็กๆลดอาการงอแง ช่วยให้ลูกรักนอนหลับพักผ่อนได้มากขึ้น ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันระหว่างหลับสนิทช่วยให้ร่างกายฟื้นจากอาการโรคภูมิแพ้ หรือระหว่างเป็นโรคหวัดได้เร็วกว่าเดิม

3.2 ยาแก้แพ้รุ่นใหม่ ยาเหล่านี้ต้องใช้เวลาระยะหนึ่งจนกว่าจะได้ผล แต่เมื่อออกฤทธิ์จะอยู่ได้นานครับ ดังนั้นคุณแม่ต้องใจเย็นๆ เพราะอาจต้องกินยานี้ต่อเนื่องหลายวันจึงจะเห็นผล อีกทั้งยาแก้แพ้รุ่นใหม่จะลดน้ำมูก และอาการคัดจมูกได้ไม่ดีเท่ายาแก้แพ้รุ่นเดิมครับ

ลูกเป็นโรคภูมิแพ้หากต้องใช้ยารักษาอาการแพ้ติดต่อกันนานๆ จะอันตรายไหม?

มาสรุปส่งท้ายของคำถามยอดนิยมแล้ว การใช้ยาแก้แพ้เป็นประจำติดต่อกันนาน ๆ เช่น กรณีการป้องกันการแพ้ฝุ่นละอองในอากาศ โดยทั่วไปไม่มีผลเสียร้ายแรงแต่อย่างใด ให้ปรึกษาเภสัชกรถึงการเลือกยา ความสะดวกในการใช้ ควรเลือกยาที่มีผลข้างเคียงน้อยๆ แค่นี้เองครับ น้องเคนของคุณแม่ก้อจะแข็งแรงได้เร็วไว เป็นขวัญใจของคุณพ่อคุณแม่ได้สบายใจตลอดไป ไม่ต้องกังวลว่าโรคภูมิแพ้จะมารังแก



เภสัชกร อุทัย สุขวิวัฒน์ศิริกุล

เชื่อหรือไม่่...??? ส่วนเล็กๆของขาปูทำให้คนเสียชีวิตมาแล้ว!!!!

จากการที่มีการเสนอข่าวว่ามีผู้ป่วยชาวมาเลเซียป่วยและเสียชีวิตจากแผลติดเชื้อ โดยเริ่มแรกผู้ป่วยถูกส่วนขาปูทะเลแทงที่ปลายนิ้วเป็นแผลเล็กๆ ต่อมามีอาการป่วยหนัก แผลลุกลามไปที่แขน มีอาการทางระบบหายใจ ต้องส่งโรงพยาบาล แพทย์ทำการตัดแขนข้างที่ติดเชื้อ และต่อมาเสียชีวิต ฟังดูแล้วหลายๆท่านคงมีความกลัวว่าจะเกิดขึ้นแก่ท่านหรือคนใกล้ตัวได้ เราได้สืบค้นข้อมูลทางวิทยาศาสตร์พบว่า การติดเชื้อจากสัตว์ทะเลคล้ายๆกันนี้ เกิดจาก การติดเชื้อ Vibrio vulfinicus และมีการรายงานพบผู้ป่วย ในประเทศสหรัฐอเมริกา ในปี พ.ศ.2528 นอกจากนี้ยังมีรายงานในประเทศเบลเยี่ยม ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา และ ไต้หวัน
เราจึงควรศึกษาหาความรู้ เพื่อการป้องกันที่ดี...... มาทำความรู้จักเชื้อโรคนี้กันเถอะ


ลักษณะของเชื้อ Vibrio vulfinicus
เป็นเชื้อแบคทีเรีย ชนิดแกรมลบ มีรูปร่างเป็นแท่งโค้ง (curved rod) แหล่งที่อยู่ตามธรรมชาติคือ น้ำทะเล จัดอยู่ในพวก Halophilic bacteria คือชอบเกลือ เจริญเติบโตในอาหารเลี้ยงเชื้อที่ผสม NaCl 0.5 % ลักษณะทางเคมีได้แก่ oxidase-positive, fermented glucose and lactose เป็นเชื้อแบคทีเรียที่จัดเป็น Normal flora ของสัตว์ทะเล แต่สามารถก่อโรครุนแรงในมนุษย์ได้


การก่อโรคในมนุษย์
เกิดจากเชื้อที่อยู่ในน้ำทะเลเข้าไปในบาดแผล หรือเชื้อเข้าไปทางบาดแผลที่เกิดจากเปลือกหอยเปลือกปูทิ่มแทง นอกจากนี้การกินอาหารทะเล เช่น หอย กุ้ง ปู ที่ไม่ปรุงสุกและมีเชื้อนี้ปนเปื้อนอยู่ ก็อาจติดเชื้อ และป่วยได้ ความสำคัญของโรคนี้อยู่ที่ระยะฟักตัวสั้นมากประมาณ 16 ชั้วโมงหลังได้รับเชื้อ เชื้อนี้สามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วทางผิวหนังและเนื่อเยื่ออ่อนๆ ( soft tissue) ซึ่งจะทำให้เกิดสภาพโลหิตเป็นพิษ (septicemia) ดังนั้นการติดเชื้อจะแสดงอาการป่วยและตายได้ อัตราการตายอาจสูงถึง 67-100 % เนื่องจากเกิดภาวะ septic shock 


กลุ่มเสี่ยง
เพศชาย อายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป ที่ดื่มเหล้าจัด จนมีภาวะของโรคตับ ( Hepatitis B, C) พบว่ามีความเสี่ยงสูงที่สุด (95%)


อาการในผู้ป่วย
อาการป่วย พบมีไข้ (92-94%) หนาวสั่น (82-91%) ความดันโลหิตต่ำ (25-33%) คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสีย นอกจากนี้พบจ้ำเลือด (erythematous) จ้ำสีม่วง (purpuric skin) ตามลำตัวและปลายแขนขา(67-75%) ต่อมามักกลายเป็นถุงน้ำ (vesicles) และเนื้อตายแบบแผลหลุม (necrotic ulcers) นอกจากนี้พบการอักเสบของเนื้อเยื่อพังผืดใต้ผิวหนัง (fasciitis ) จากสภาวะโดยรวมดังกล่าวอาจทำให้รุนแรงถึงขั้นตัดแขนหรือขาได้


การรักษา
โรคนี้มีการก่อโรคที่รวดเร็วมาก ซึ่งอาจทำให้ตายได้ ดังนั้นหากมีอาการดังกล่าว ร่วมกับมีประวัติการถูเปลือกหอยหรือเปลือกปูทิ่มแทง หรือกินอาหารทะเลที่ไม่สุก ควรรีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันที
ยาปฏิชีวนะที่ให้ผลในการรักษาได้แก่ Ampicillin, Mezlocillin, Piperacillin, Ticarcillin, Cephalothin, Cefoxitin, Cefotaxime, Moxalactam, และ Gentamycin (ยาที่ให้ผลไม่ดีในการรักษา ได้แก่ Amikacin และ Tobramycin)


โรคนี้น่ากลัวหรือไม่เมื่ออ่านถึงตรงนี้คงปฏิเสธความน่ากลัวไม่ได้ เพราะมีโอกาสรับเชื้อได้หากรับประทานสัตว์ทะเลดิบๆ หรือเชื้อเข้าทางบาดแผลโดยไม่ตั้งใจหรือโดยอุบัติเหตุ นอกจากนี้ยังอาจเสียชีวิต หรือสูญเสียแขนขาได้ อย่างไรก็ตาม อุบัติการณ์ของโรคพบได้ไม่บ่อยนัก การฝึกนิสัยให้รับประทานอาหารที่ดีถูกสุขลักษณะ การรักษาสุขอนามัยเมื่อร่างกายมีบาดแผล และความระมัดระวังในการจับสัตว์ทะเล หากถูกทิ่มแทงควรทำความสะอาดและล้างแผลตามวิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้น และไปพบแพทย์ เป็นวิธีที่ดีในการป้องกันการติดเชื้อได้ทางหนึ่ง…..หายกลัวแล้วหรือยัง ?

มะเร็งต่อมน้ำลาย โรคร้ายที่เกิดได้ง่ายในปัจจุบัน

โรคมะเร็ง นับว่าเป็นโรคที่มีผู้คนเป็นมากที่สุดในโลก และหลายคนคงรู้จักมะเร็งชนิดต่าง ๆ ไปบ้างแล้ว เช่น มะเร็งปอด มะเร็งตับ มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก ฯลฯ แต่คุณรู้หรือไม่ ว่ามีโรคมะเร็งอีกชนิดหนึ่งที่อันตรายไม่แพ้ มะเร็งที่ได้กล่าวมาข้างต้น นั่นก็คือ มะเร็งต่อมน้ำลาย ซึ่ง มะเร็งต่อมน้ำลาย นี้ก็สามารถเกิดขึ้นได้ง่าย ๆ ในชีวิตประจำวันของเรา โดยที่เราอาจจะไม่รู้ตัวเลยก็ได้ วันนี้เราจะพาไปรู้จัก และแนะนำภัยอันตรายของ มะเร็งต่อมน้ำลายกัน

มะเร็งต่อมน้ำลาย ถึงแม้จะเป็นมะเร็งชนิดที่พบได้ค่อนข้างน้อยมาก แต่ก็เป็นมะเร็งอีกชนิดที่อันตรายมากเช่นกัน มะเร็งต่อมน้ำลาย เกิดขึ้นที่ต่อมน้ำลาย ซึ่งต่อมน้ำลายจะอยู่ในบริเวณปากและลำคอ มีหน้าที่สำคัญในกระบวนการย่อยอาหาร และยังป้องกันการเสื่อมสภาพของฟันได้อีกด้วย ดังนั้น ต่อมน้ำลายจึงถือว่าเป็นเรื่องสำคัญต่อระบบการทำงานของร่างกายเรา ซึ่งหากใครเป็น มะเร็งต่อมน้ำลาย แล้วก็จะทำให้ส่งผลกระทบต่อระบบย่อยอาหาร และส่งผลกระทบอีกหลาย ๆ อย่างตามมา … รู้อย่างนี้แล้วเราควรสังเกตตัวเองว่ามีอาการ หรือปัจจัยเสี่ยงทำให้เป็นโรค มะเร็งต่อมน้ำลายหรือไม่ กันดีกว่า
อาการของ มะเร็งต่อมน้ำลาย

มะเร็งต่อมน้ำลาย เป็นโรคที่ยากในการสังเกตด้วยตาเปล่า และยากมากที่ผู้ป่วยจะรู้ว่าตัวเองเป็นโรคมะเร็งชนิดนี้ เนื่องจาก มะเร็งต่อมน้ำลาย จะไม่ค่อยแสดงออกมาให้เห็นภายนอกเท่าไหร่นัก ทั้งนี้ผู้ที่เป็นโรค มะเร็งต่อมน้ำลาย ส่วนใหญ่ จะมีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ร่างกายทรุดโทรม ไม่สดชื่น และไม่แจ่มใส เป็นต้น ส่วนอาการอื่น ๆ ที่จะปรากฏภายนอก คือ

1. มีก้อนเนื้อหรืออาการบวมบริเวณ ขากรรไกร ในคอ หรือในปาก

2. มีอาการชาบริเวณใบหน้า

3. ไม่สามารถขยับกล้ามเนื้อ บริเวณหน้าข้างใดข้างหนึ่ง

4. มีอาการปวดบริเวณต่อมน้ำลาย

5. กลืนอาหารลำบาก

6. ไม่สามารถอ้าปากกว้างได้

7. หน้าข้างซ้าย และข้างขวามีขนาดไม่เท่ากัน

ซึ่งหากมีอาการเหล่านี้ควรรีบไปปรึกษาและพบแพทย์จะเป็นการดีที่สุด

สาเหตุของ มะเร็งต่อมน้ำลาย

สำหรับใครที่ชอบคุยโทรศัพท์เป็นเวลานาน ๆ ต้องฟังทางนี้ไว้นะ โดยข้อมูลจากการวิจัยของประเทศอิสราเอล ได้ศึกษาค้นพบว่า คนที่ใช้โทรศัพท์มือถือนาบไว้กับหูข้างใดข้างหนึ่ง เป็นเวลารวมกันหลายชั่วโมงต่อวันนั้น จะมี ความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งต่อมน้ำลายสูงกว่าปกติถึง 50 % เลยทีเดียว

บุคคลที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงการเป็น มะเร็งต่อมน้ำลาย

1. คนที่ DNA ถูกทำลาย
2. คนที่ชอบสูบบุหรี่
3. คนที่อยู่ใกล้สถานที่ ที่มีการฉายคลื่นรังสี
4. คนที่รับประทานเนื้อมากเกินไป
5. คนที่มีครอบครัว มีประวัติการเป็นมะเร็ง
6. คนที่อายุมาก โดยเฉพาะ 60 ปีขึ้นไป

การป้องกัน มะเร็งต่อมน้ำลาย

เมื่อเรารู้สาเหตุที่ทำให้เกิดโรค มะเร็งต่อมน้ำลาย แล้ว ก็หันมาสำรวจตัวเองว่า เราอยู่ในกลุ่มเสี่ยงนั้นหรือเปล่า
หากอยู่ในกลุ่มเสี่ยงก็ลดพฤติกรรม ดังกล่าวลง เช่น
ใช้โทรศัพท์ให้น้อยลง อาจจะใช้คุยเฉพาะเรื่องงาน หรือคุยเฉพาะเรื่องที่จำเป็นเท่านั้น
เลิกสูบบุหรี่ และหลีกเลี่ยงหรืออยู่ใกล้สถานที่ ที่มีคนสูบบุหรี่
หลีกเลี่ยงสถานที่เสียงที่มีการฉายรังสี เช่น โรงพยาบาล
การรักษา มะเร็งต่อมน้ำลาย

ในการรักษามะเร็งต่อมน้ำลายส่วนใหญ่ มีการรักษาทั้งแบบฉายรังสี และไม่ฉายรังสี ในแต่ละการรักษาจะควบคุมโดยแพทย์เฉพาะทาง ซึ่งประกอบด้วย แพทย์เฉพาะทางหู คอ จมูก , แพทย์เฉพาะทางมะเร็ง และแพทย์เฉพาะทางที่สามารถรักษามะเร็งด้วยการฉายรังสี

1. การผ่าตัด ถ้ามะเร็งยังไม่ลามออกไปนอกต่อมน้ำลาย และเนื้องอกยังมีขนาดเล็กหรืออยู่ในระยะแรก การผ่าตัดเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในการเอาเนื้อร้ายออก

2. การกายภาพบำบัด หลังการผ่าตัดอาจจำเป็นที่จะต้องมีการทำกายภาพบำบัด เช่น การฝึกพูด การเคี้ยว และการกลืน นักโภชนาการสามารถช่วยให้คุณเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสม เมื่อคุณไม่สามารถทานอาหารตามปกติได้

3. การปลูกเนื้อเยื่อ ถ้าหากมีการเสียหายหรือสูญเสียเนื้อเยื่อจำนวนมากระหว่างการผ่าตัด จะมีการรักษาโดยการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ขึ้น โดยการรักษาเช่นนี้ก็เพื่อทำให้ การเคี้ยว การกลืน การพูด หรือหายใจ ของผู้ป่วยดีขึ้น

4. การฉายรังสี ถ้าก้อนเนื้อมีขนาดใหญ่หรืออยู่ในระยะที่ร้ายแรง หรือมะเร็งมีการลามไปยังอวัยวะส่วนอื่น ๆ นอกต่อมน้ำลาย อาจมีการฉายรังสีหลังผ่าตัด และถ้าก้อนเนื้อไม่สามารถผ่าตัดออกไปได้ การฉายรังสีเพียงอย่างเดียว ก็อาจจะสามารถรักษามะเร็งต่อมน้ำลายได้